ถ้าพูดถึงเกมที่สวยแต่หลอนได้ในเวลาเดียวกัน ชื่อของ Alice: Madness Returns คือหนึ่งในเกมที่แฟนสายดาร์กไม่มีวันลืม นี่ไม่ใช่เกมแฟนตาซีน่ารักแบบ Alice in Wonderland ที่หลายคนคุ้นจากดิสนีย์ แต่มันคือเวอร์ชันที่ถูกบิดให้มืดมน เจ็บปวด และเต็มไปด้วยสภาพจิตใจอันแตกสลาย ทุกฉาก ทุกตัวละคร และทุกมอนสเตอร์ ล้วนเป็นภาพสะท้อนของความทรงจำ ความเศร้า ความผิดบาป และบาดแผลทางจิตใจที่เธอแบกเอาไว้
เกมนี้ใช้ตัวละคร สิ่งแวดล้อม และดีไซน์สุดแปลก มาสื่ออารมณ์และสภาพจิตใจของตัวเอกแบบที่แทบไม่มีเกมไหนเหมือน และนี่คือการพาไปรู้จักโลกอันวิปลาสของเกมนี้แบบลึกๆ ว่าทำไมเกมนี้ ถึงยังถูกพูดถึงแม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม
Wonderland ในเกมนี้ ไม่ใช่ดินแดนมหัศจรรย์ แต่มันคือฝันร้าย
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ Alice: Madness Returns มีเอกลักษณ์มาก คือการออกแบบโลก ทุกพื้นที่ในเกมเต็มไปด้วยความสวยงามและความน่ากลัวในเวลาเดียวกัน มันมีทั้ง…
- ปราสาทลอยฟ้า
- ป่าเลือด
- ตุ๊กตาพังๆ
- โรงงานบิดเบี้ยว
- ซากของเล่นเด็ก
- โลกใต้น้ำสุดหลอน
- รถไฟนรก
- เมืองที่เหมือนกำลังเน่าเปื่อย
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ฉากสวยๆ แต่เป็นภาพแทนของสภาพจิตใจ Alice ยิ่งเธอใกล้ความจริงมากเท่าไร โลกก็ยิ่งพังมากขึ้นเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่หลายคนมองว่า เกมนี้เหมือนงานศิลปะด้านจิตวิทยามากกว่าเกมแอ็กชันทั่วไป

Alice — เด็กสาวที่พยายามหนีจากอดีตที่โหดร้าย
Alice ใน Madness Returns คือเวอร์ชันที่แตกต่างจากภาพจำในนิทานแบบสุดขั้ว เธอไม่ได้เป็นเด็กสาวสดใสที่วิ่งเล่นในโลกแฟนตาซี แต่เป็นคนที่เต็มไปด้วยความเครียด ความเศร้า และบาดแผลทางจิตใจที่หนักมากจนแทบแบกรับไม่ไหว
ตั้งแต่ต้นเกม เราจะเห็นว่า Alice ใช้ชีวิตเหมือนคนที่กำลังพยายามหนีบางอย่างตลอดเวลา และสิ่งนั้นก็คืออดีตของเธอเอง
Wonderland ที่งดงาม… แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ยิ่ง Alice ค้นหาความจริงเกี่ยวกับครอบครัวและเหตุการณ์ในวัยเด็กมากเท่าไร โลก Wonderland ก็ยิ่งบิดเบี้ยวและน่ากลัวมากขึ้น มันไม่ได้เป็นดินแดนมหัศจรรย์อีกแล้ว แต่กลายเป็นภาพสะท้อนของสภาพจิตใจที่กำลังแตกสลาย
สัตว์ประหลาด ฉากเลือดสาด และสภาพแวดล้อมสุดหลอนในเกม ล้วนเป็นตัวแทนของ Trauma ที่ Alice พยายามกดทับเอาไว้
เธอไม่ใช่ “คนบ้า” แต่คือเหยื่อของความทรงจำ
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด คือคิดว่า Alice เป็นแค่เด็กสาวเสียสติ แต่จริงๆ แล้วเธอคือเหยื่อของความเจ็บปวดทางจิตใจ Wonderland จึงเป็นเหมือนโลกที่จิตใต้สำนึกสร้างขึ้นมา เพื่อปกป้องเธอจากความจริงที่โหดร้ายเกินกว่าจะยอมรับได้
และนั่นทำให้ Alice กลายเป็นตัวละครที่ทั้งน่าสงสาร เข้มแข็ง และน่าจดจำมากที่สุดคนหนึ่งในโลกเกมแนวดาร์กแฟนตาซี

Cheshire Cat — แมวปริศนา ที่เหมือนทั้งผู้ช่วยและปีศาจ
Cheshire Cat ใน Alice: Madness Returns คือการตีความใหม่ที่โคตรแตกต่างจากเวอร์ชันนิทานเด็กแบบเดิม จากแมวยิ้มกวนๆ กลายเป็นแมวผอมซีด ดวงตาดูน่ากลัว รอยยิ้มแปลกประหลาด และบรรยากาศที่เหมือนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ Alice มากเกินไป
ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว เกมจะเปลี่ยนอารมณ์ทันที เพราะเราไม่รู้ว่าเขาเป็น “มิตร” หรือ “สิ่งอันตราย” กันแน่
ผู้ชี้ทางที่ไม่เคยให้คำตอบตรงๆ
แม้ Cheshire Cat จะดูหลอน แต่เขากลับเป็นหนึ่งในไม่กี่ตัวละครที่คอยช่วย Alice เขามักโผล่มาในช่วงสำคัญ เพื่อเตือนหรือชี้ทางบางอย่างให้เธอ แต่ปัญหาคือ… เขาไม่เคยพูดตรงๆเลยสักครั้ง
ทุกคำพูดเต็มไปด้วยปริศนา ประโยคกำกวม และคำเปรียบเปรยที่เหมือนกำลังเล่นกับจิตใจของ Alice ตลอดเวลา เหมือนเขากำลังบังคับให้เธอเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้ายด้วยตัวเอง
ภาพแทนของจิตใต้สำนึก
หลายคนจึงมองว่า Cheshire Cat อาจไม่ใช่แค่ตัวละครธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนของ “จิตใต้สำนึก” ของตัว Alice เอง เพราะสิ่งที่เขาพูด มักเป็นเรื่องที่เธอพยายามหนีหรือไม่อยากยอมรับ
และนั่นทำให้ Cheshire Cat กลายเป็นตัวละครที่ทั้งลึกลับ น่ากลัว และน่าจดจำที่สุดตัวหนึ่งของเกมเลยจริงๆ

Mad Hatter — ความบ้าคลั่งในร่างของเครื่องจักร
Mad Hatter ใน Alice: Madness Returns คือการตีความตัวละครจากนิทาน ที่โคตรบิดเบี้ยวและมีเอกลักษณ์ จากชายเพี้ยนจิบชา กลายเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งเครื่องจักรที่เต็มไปด้วยเหล็ก ฟันเฟือง ไอน้ำ และร่างกายที่ดูเหมือนถูกประกอบขึ้นใหม่ตลอดเวลา
บรรยากาศรอบตัวเขาเต็มไปด้วยโรงงาน เสียงเครื่องจักร และความรู้สึกอึดอัด เหมือนโลกทั้งใบกำลังถูกกลืนด้วยระบบกลไกไร้ชีวิต ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งอย่างชัดเจน
คนที่พยายามควบคุมทุกอย่างจนสูญเสียตัวเอง
สิ่งที่ทำให้ Mad Hatter น่าสนใจ ไม่ใช่แค่หน้าตาหลอนๆ แต่คือสิ่งที่ตัวละครนี้สื่อออกมา เขาหมกมุ่นกับความสมบูรณ์แบบ พยายามทำทุกอย่างให้เป็นระเบียบเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีวันผิดพลาด
แต่ยิ่งควบคุมมากเท่าไร เขากลับยิ่งสูญเสียความเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น ร่างกายของเขาที่เต็มไปด้วยเหล็กและชิ้นส่วนกลไก จึงเหมือนภาพแทนของคนที่ค่อยๆ ถูกความหมกมุ่นกลืนกิน จนลืมไปว่าตัวเองเคยเป็นใคร
ความบ้าคลั่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความสมบูรณ์แบบ
Mad Hatter คือตัวแทนของแนวคิดที่ว่า บางครั้งมนุษย์พยายามควบคุมโลกมากเกินไป จนสุดท้ายกลับพังทลายด้วยมือตัวเอง และนั่นทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในบอสที่ทั้งน่ากลัว ลึกซึ้ง และมีความหมายมากที่สุดในเกมนี้

The Queen of Hearts — ด้านมืดในจิตใจของ Alice
The Queen of Hearts ใน Alice: Madness Returns ถูกออกแบบให้แตกต่างจากเวอร์ชันนิทานแบบชัดเจน เธอไม่ได้เป็นเพียงราชินีอารมณ์ร้ายที่ชอบสั่งประหารคน แต่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความน่ากลัว ความกดดัน และพลังด้านมืดที่เหมือนพร้อมกลืนกินทุกอย่าง
ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัว เกมจะเต็มไปด้วยบรรยากาศอึดอัด ราวกับ Alice กำลังถูกบางอย่างในใจตัวเองไล่ล่าอยู่ตลอดเวลา
ภาพสะท้อนของความโกรธและความรู้สึกผิด
สิ่งที่ทำให้ Queen of Hearts น่ากลัวจริงๆ คือเธอไม่ใช่ “ศัตรูภายนอก” แต่เป็นด้านมืดที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของ Alice เอง
เธอคือภาพแทนของความโกรธ ความเกลียด ความเจ็บปวด และความรู้สึกผิดที่ Alice พยายามกดทับเอาไว้ หลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายในอดีต ยิ่ง Alice พยายามหนีความจริงมากเท่าไร ราชินีแดงก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น เหมือนความมืดในใจที่เติบโต จากการถูกปฏิเสธ
ศัตรูที่เกิดจากจิตใจของตัวเอง
นั่นทำให้ Queen of Hearts เป็นมากกว่าตัวร้ายทั่วไป เพราะการเอาชนะเธอ ไม่ใช่แค่การต่อสู้ธรรมดา แต่คือการที่ Alice ต้องกล้ายอมรับความจริง และเผชิญหน้ากับบาดแผลในใจของตัวเอง
และนั่นคือเหตุผลที่ราชินีแดงเวอร์ชันนี้ทั้งหลอน ลึก และทรงพลังมากกว่านิทานต้นฉบับหลายเท่า

Dollhouse และของเล่นพังๆ — สัญลักษณ์ของวัยเด็กที่ถูกทำลาย
หนึ่งในสิ่งที่ Alice: Madness Returns ทำได้โคตรเก่ง คือการเอาของธรรมดาในวัยเด็กมาทำให้กลายเป็นอะไรที่ทั้งเศร้าและน่ากลัว โดยเฉพาะพวกตุ๊กตา บ้านของเล่น และของเล่นเด็กต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วเกม
ปกติแล้วสิ่งเหล่านี้ควรเป็นสัญลักษณ์ของความอบอุ่น ความไร้เดียงสา และความทรงจำดีๆ ของเด็กคนหนึ่ง แต่ในโลกของ Alice ทุกอย่างกลับแตกหัก สกปรก เปื้อนเลือด และดูเหมือนถูกทำลาย จนไม่เหลือความสุขเดิมอีกแล้ว
ภาพสะท้อนของวัยเด็กที่พังทลาย
ของเล่นพังๆ เหล่านี้จึงไม่ได้มีไว้แค่สร้างฉากหลอน แต่เป็นเหมือนภาพแทน ของวัยเด็กของ Alice ที่ถูกพรากไปหลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในอดีต
บ้านตุ๊กตาที่แตกออก ของเล่นที่หัวขาด หรือดวงตาตุ๊กตาที่จ้องมองอย่างว่างเปล่า ล้วนทำให้ Wonderland ดูเหมือนสถานที่ที่เต็มไปด้วยบาดแผลทางจิตใจ มากกว่าจะเป็นโลกแฟนตาซี
Horror เชิงจิตวิทยาที่กดดันคนเล่น
ความน่ากลัวของเกมนี้จึงไม่ได้มาจาก Jump Scare แบบเกมผีทั่วไป แต่มาจาก “บรรยากาศ” ที่ค่อยๆ กดดันผู้เล่นตลอดเวลา ทุกฉากเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ เหมือนกำลังเดินอยู่ในความทรงจำที่พังทลายของใครบางคน
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เกมนี้ หลอนแบบติดอยู่ในหัวคนเล่นไปอีกนานมากๆ

The Dollmaker — ตัวละครที่น่ากลัวที่สุด เพราะใกล้ความจริงเกินไป
The Dollmaker คือหนึ่งในตัวละครที่ทำให้เกมนี้น่ากลัวในระดับจิตใจ แม้เขาจะปรากฏตัวไม่มาก แต่ทุกครั้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราว เกมจะเปลี่ยนบรรยากาศทันที กลายเป็นความหลอนที่หนักและอึดอัดกว่าศัตรูตัวไหนทั้งหมด
สิ่งที่น่ากลัวคือ เขาไม่ได้ดูเหมือนสัตว์ประหลาดแฟนตาซีแบบตัวอื่นๆ แต่กลับใกล้เคียง “มนุษย์จริง” มากเกินไป และนั่นแหละที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกไม่สบายใจ
ผู้ควบคุมที่เล่นกับจิตใจเด็ก
Dollmaker เชื่อมโยงกับความจริงดำมืดในอดีตของ Alice และหลายคนมองว่า เขาคือภาพแทนของ “ผู้ล่า” ที่ใช้การควบคุมและการบิดเบือนเข้าทำลายเด็กคนหนึ่งอย่างช้าๆ
ตุ๊กตาที่เขาสร้างจึงไม่ใช่ของเล่นธรรมดา แต่มันเหมือนสัญลักษณ์ของการสร้าง และควบคุมชีวิตใครบางคน ให้กลายเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องการ ยิ่งเนื้อเรื่องเปิดเผยมากขึ้น ตัวละครนี้ก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเริ่มเข้าใกล้ความจริงในโลกจริง มากกว่าโลกแฟนตาซี
Horror ที่สะเทือนใจที่สุดของเกม
หลายคนจึงมองว่า The Dollmaker คือสัญลักษณ์ของ Trauma การล่วงละเมิด และความทรงจำที่ Alice พยายามกดเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ
และนั่นทำให้เขาเป็นตัวละครที่น่ากลัวที่สุดในเกม ไม่ใช่เพราะหน้าตา แต่เพราะสิ่งที่เขา “เป็นตัวแทน” ต่างหาก

โลกของเกม Alice: Madness Returns เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางจิตวิทยา
เป็นเกมที่ใช้ Symbolism หรือสัญลักษณ์ทางจิตวิทยาหนักมาก จนแทบทุกฉาก ทุกศัตรู และทุกวัตถุในเกมเหมือนมีความหมายซ่อนอยู่หมด เกมไม่ได้ทำให้ Wonderland ดูน่ากลัวเพราะอยากโชว์ความดาร์กเฉยๆ แต่ใช้ความหลอนเหล่านั้นเล่าสภาพจิตใจของ Alice แบบลึกมาก
นี่คือเหตุผลที่เกมนี้ไม่ได้เป็นแค่แอ็กชันแฟนตาซีธรรมดา แต่เหมือนการพาผู้เล่นเดินเข้าไปในหัวของคนที่เต็มไปด้วย Trauma ความทรงจำแตกหัก และความจริงที่ยังไม่พร้อมเผชิญหน้า
สัญลักษณ์ที่สะท้อนบาดแผลในใจ
เลือดในเกมไม่ได้มีไว้แค่ทำให้ฉากดูโหด แต่มันแทนความเจ็บปวด ความรุนแรง และแผลใจที่ยังไม่เคยหายดี ส่วนตุ๊กตาและของเล่นพังๆ ก็เป็นภาพแทนของวัยเด็กที่ถูกทำลาย จากสิ่งที่ควรจะน่ารัก กลับกลายเป็นของที่ชวนอึดอัดและน่ากลัว
รถไฟ Infernal Train ก็สำคัญมาก เพราะมันเหมือนสัญลักษณ์ของความทรงจำที่พุ่งไปข้างหน้าแบบหยุดไม่ได้ Alice พยายามหนีมัน แต่ยิ่งหนี มันก็ยิ่งไล่ตาม เหมือนอดีตที่ไม่มีทางหายไปเพียงเพราะเราเลือกไม่มอง
การตกลงไปข้างล่าง = ดิ่งสู่จิตใต้สำนึก
หลายครั้งที่เกมให้ Alice ตกลงไปในหลุมหรือพื้นที่ลึกๆ มันไม่ได้เป็นแค่ฉากเปลี่ยนด่าน แต่เหมือนการดิ่งลงไปสู่ชั้นลึกของจิตใจ ยิ่งลงไปลึกเท่าไร โลกก็ยิ่งบิดเบี้ยว น่ากลัว และใกล้ความจริงมากขึ้นเท่านั้น
แมลงหรือสิ่งเน่าเปื่อยต่างๆ ก็ทำหน้าที่คล้ายกัน มันสะท้อนความรู้สึกสกปรก ผุพัง และความทรงจำที่ถูกปล่อยให้เน่าอยู่ข้างในใจมานาน
เกมที่ยิ่งเล่นซ้ำ ยิ่งเจอความหมายใหม่
ความเจ๋งของ Madness Returns คือมันไม่ได้เล่าทุกอย่างตรงๆ เกมปล่อยให้ผู้เล่นตีความเองเยอะมาก รอบแรกเราอาจเล่นเพราะภาพสวย ดาร์ก และบอสเท่ แต่พอกลับมาเล่นอีกรอบ จะเริ่มเห็นว่ารายละเอียดเล็กๆ หลายอย่างกำลังเล่าเรื่องของ Alice อยู่ตลอดเวลา
นี่แหละที่ทำให้เกมนี้ยังถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันไม่ได้หลอนแค่ตา แต่มันหลอนเข้าไปถึงความรู้สึกเลยจริงๆ

ระบบต่อสู้ของเกมที่ดาร์กแต่โคตรมีสไตล์ แอ็กชันที่ไม่ได้มีไว้แค่ “ตีศัตรู”
แม้หลายคนจะจดจำ Alice: Madness Returns ในฐานะเกมดาร์กแฟนตาซีสายจิตวิทยา แต่จริงๆแล้วระบบต่อสู้ของเกมก็เป็นอีกสิ่งที่โดดเด่นมาก เพราะมันไม่ได้เป็นแค่ระบบแอ็กชันธรรมดา ทุกอาวุธ ทุกท่าต่อสู้ และทุกดีไซน์ ล้วนเชื่อมโยงกับสภาพจิตใจของ Alice ทั้งหมด
สิ่งที่ทำให้เกมนี้มีเอกลักษณ์ คือการเอา “ของเล่นเด็ก” หรือสิ่งที่ดูไร้เดียงสา มาบิดให้กลายเป็นอาวุธสุดโหด จนเกิดเป็นความรู้สึกแปลกๆ ที่ทั้งสวย ทั้งหลอน และทั้งเศร้าในเวลาเดียวกัน นี่คือสไตล์ที่เกมนี้ทำได้ไม่เหมือนใครจริงๆ
Vorpal Blade — มีดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง
Vorpal Blade คืออาวุธหลักของ Alice เป็นมีดขนาดเล็กที่โจมตีเร็วและลื่นไหลมาก เวลาต่อสู้จะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเต้นรำมากกว่าฟันศัตรูธรรมดา
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้มันจะดูสวยงาม และคล่องตัว อาวุธชิ้นนี้กลับเต็มไปด้วยความรุนแรง เหมือนตัวแทนของ Alice ที่ภายนอกดูเปราะบาง แต่ข้างในเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และความโกรธที่พร้อมระเบิดออกมาได้ทุกเวลา
Hobby Horse — ความบ้าคลั่งในของเล่นวัยเด็ก
ม้าไม้ Hobby Horse คือหนึ่งในอาวุธที่แฟนเกมจำได้ดีที่สุด เพราะมันเอาของเล่นเด็กธรรมดาๆ มาทำให้กลายเป็นอาวุธหนักสุดโหด เวลาฟาดแต่ละครั้งทั้งหนัก หน่วง และเต็มไปด้วยพลังทำลาย
มันเหมือนการสะท้อนว่า “วัยเด็ก” ของ Alice ไม่ได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป ของเล่นที่ควรสร้างความสุข กลับกลายเป็นเครื่องมือแห่งความรุนแรงแทน
Pepper Grinder และ Tea Cannon — ความแฟนตาซีที่บิดเบี้ยว
ปืน Pepper Grinder ที่ยิงพริกไทยรัวๆ กับ Tea Cannon ที่ยิงจากกาน้ำชา เป็นตัวอย่างชัดเจนของความคิดสร้างสรรค์สุดเพี้ยนของเกม ทุกอย่างดูเหมือนของในงาน Tea Party ของเด็กผู้หญิง แต่กลับกลายเป็นอาวุธสงครามที่ใช้ฆ่าสัตว์ประหลาดได้จริง
นี่ทำให้โลกของ Wonderland ดูเหมือนความฝันที่กำลังพังทลาย ทุกอย่างยังมีรูปร่างแบบเทพนิยาย แต่ข้างในกลับเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว
Rabbit Bomb — ความน่ารักที่ซ่อนความอันตราย
อีกหนึ่งอาวุธที่ทั้งน่ารักและหลอน คือระเบิดกระต่ายที่ Alice ใช้ล่อศัตรู ก่อนจะระเบิดใส่แบบรุนแรง มันเป็นภาพแทนของเกมนี้ได้ดีมาก เพราะภายนอกดูเหมือนของเล่นน่ารัก แต่จริงๆ กลับเต็มไปด้วยอันตราย
และนี่ก็คือธีมหลักของเกมทั้งเกม โลกที่ความไร้เดียงสา ถูกบิดเบี้ยวจนกลายเป็นบางสิ่งที่ทั้งสวยงาม และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
สไตล์ภาพของเกม Alice: Madness Returns ที่เหมือนงานศิลปะหลอนๆ
ต่อให้ไม่เคยเล่นเกมนี้มาก่อน แต่หลายคนก็ยังจำภาพของเกมนี้ได้ เพราะ Direction งานภาพมันมีเอกลักษณ์แรงมาก ทุกฉากดูเหมือนงานศิลปะที่ถูกผสมด้วยความฝันและฝันร้ายเข้าด้วยกัน
เกมเอาสไตล์ Gothic, Steampunk, Horror, Surrealism และ Dark Fantasy มารวมกันแบบลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ บางพื้นที่เต็มไปด้วยปราสาทสีดำ เครื่องจักรไอน้ำ และเมืองที่ดูเหมือนกำลังเน่าเปื่อย ขณะที่บางฉากกลับสวยเหมือนภาพวาดในหนังสือนิทาน
แต่ไม่ว่าจะสวยแค่ไหน ก็ยังมีความรู้สึก “ผิดปกติ” ซ่อนอยู่ตลอดเวลา เหมือน Wonderland ทั้งโลกกำลังค่อยๆ แตกสลายไปพร้อมกับจิตใจของ Alice
ความหลอนที่มาจากบรรยากาศ ไม่ใช่ Jump Scare
สิ่งที่เกมนี้ทำได้เก่งมาก คือการสร้างความอึดอัดผ่านภาพ สี และฉากต่างๆ มากกว่าการใช้ผีโผล่ตกใจ ทุกอย่างดูเหมือนมีความหมายซ่อนอยู่ ตั้งแต่ตุ๊กตาหัวขาด ทางเดินเลือด ไปจนถึงเมืองลอยฟ้าที่ดูสวยแต่โดดเดี่ยวแบบแปลกๆ
มันคือความหลอนเชิงอารมณ์ ที่ยิ่งมองยิ่งรู้สึกเศร้า
ทำไมเกมนี้ถึงกลายเป็น Cult Classic
เกมนี้อาจไม่ใช่เกมขายถล่มโลก แต่คนที่รักเกมนี้มักรักแบบสุดจริงๆ เพราะมันมี Identity ชัดมาก เกมกล้าพูดเรื่อง Trauma, PTSD, การล่วงละเมิด, ความสูญเสีย และบาดแผลทางจิตใจ ผ่านโลกแฟนตาซีสุดบิดเบี้ยว
ที่สำคัญมันไม่ได้ดาร์กเพื่อความเท่ แต่ใช้ความดาร์กเป็นเครื่องมือเล่าความเจ็บปวดของมนุษย์อย่างมีชั้นเชิง จนกลายเป็นเกมที่ยังถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้
