ถ้าพูดถึงตัวละครหญิงระดับตำนานของวงการเกม ชื่อของ Lara Croft คือหนึ่งในชื่อที่คนทั่วโลกต้องรู้จัก เธอไม่ใช่แค่นักผจญภัยถือปืนธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของเกมแนวสำรวจ ผจญภัย และเอาชีวิตรอดมายาวนานหลายยุค ตั้งแต่ยุค PlayStation รุ่นแรก จนมาถึงยุคเกม Open World และกราฟิกสมจริง
และในปี 2015 เกมอย่าง Rise of the Tomb Raider ก็ได้พา Lara ไปสู่จุดที่ท้าทายมากกว่าเดิม นี่ไม่ใช่แค่หญิงสาวมั่นใจไร้ความกลัวเหมือนในยุคเก่าอีกต่อไป แต่เป็น Lara ที่เต็มไปด้วยบาดแผล ความสงสัย ความสูญเสีย และความหมกมุ่นกับการค้นหาความจริง รวมถึงตัวละครรอบตัวเธอ ที่ต่างก็มีแรงผลักดันและความลับของตัวเอง
Rise of the Tomb Raider — การเดินทางของ Lara Croft ที่เริ่มเปลี่ยนไปตลอดกาล
Rise of the Tomb Raider คือเกมแนว Action Adventure / Survival Adventure / Exploration / Third-Person จากค่าย Crystal Dynamics วางจำหน่ายในปี 2015 และเป็นภาคต่อของ Tomb Raider (2013) ที่ reboot ซีรีส์ใหม่ทั้งหมด
เกมภาคนี้ยังคงเล่าเรื่องของ Lara Croft ในช่วงวัยเริ่มต้น ก่อนจะกลายเป็นนักล่าสมบัติระดับตำนานที่แฟนเกมรู้จักกันในอนาคต แต่สิ่งที่ต่างจากภาคก่อน คือ Lara ไม่ได้เป็นเด็กสาวที่แค่อยากเอาตัวรอดอีกต่อไปแล้ว
จาก Survivor สู่คนที่เริ่มหมกมุ่นกับความจริง
หลังเหตุการณ์บนเกาะ Yamatai ในภาคก่อน Lara เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
เธอเคยเห็นคนตาย เคยถูกล่า และเคยต้องฆ่าคนเพื่อเอาชีวิตรอด ประสบการณ์เหล่านั้นทำให้เธอเริ่มหมกมุ่นกับเรื่องเหนือธรรมชาติ และพยายามพิสูจน์ว่าสิ่งที่พ่อของเธอเคยเชื่อมาตลอด เป็นเรื่องจริง
โลกที่ทุกคนขับเคลื่อนด้วย “ความเชื่อ”
หนึ่งในธีมสำคัญของเกมคือ “ศรัทธา”
- Lara เชื่อในการค้นหาความจริง
- Trinity เชื่อในอำนาจ
- Jacob เชื่อในการปกป้องผู้คน
- Konstantin เชื่อในศรัทธาแบบสุดโต่ง
ทุกคนต่างมีความเชื่อของตัวเอง และมันค่อยๆนำไปสู่ความขัดแย้งทั้งหมดในเรื่อง
Kitezh — เมืองลึกลับที่เหมือนตำนานมีชีวิต
Kitezh คือเมืองโบราณที่ว่ากันว่าซ่อนพลังแห่งความเป็นอมตะเอาไว้ มันเป็นทั้งตำนาน สัญลักษณ์ของศรัทธา และต้นเหตุของความโลภในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่ทำให้เมืองนี้น่าสนใจมาก คือมันไม่ได้ดูแฟนตาซีเกินจริง แต่ให้ความรู้สึกเหมือนตำนานโบราณที่อาจมีอยู่จริง ซักแห่งในโลกใบนี้ และนั่นแหละ คือเสน่ห์ที่ทำให้ Tomb Raider ภาคนี้ทั้งลึกลับ อันตราย และน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ
การผจญภัยที่อันตรายจากทุกทิศทาง ศัตรูในเกมไม่ได้มีแค่ “คนถือปืน”
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ Rise of the Tomb Raider สนุกและตื่นเต้นตลอดเวลา คือเกมไม่ได้โยนแค่ศัตรูประเภทเดียวใส่ผู้เล่น โลกของเกมเต็มไปด้วยอันตรายหลายรูปแบบ ทั้งจากมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งลึกลับที่ซ่อนอยู่ในอดีต ผู้เล่นต้องรับมือกับ…
- ทหารติดอาวุธของ Trinity
- พายุหิมะและสภาพอากาศสุดโหด
- กับดักโบราณในสุสาน
- สัตว์ป่าอันตราย
- รวมถึงสิ่งเหนือธรรมชาติที่คาดไม่ถึง
นี่ทำให้ทุกพื้นที่ในเกมรู้สึกไม่ปลอดภัยตลอดเวลา และช่วยให้การผจญภัยมีความหลากหลายมาก
ไม่ใช่แค่เกมยิง แต่คือ “เกมสำรวจ”
แม้ภาคนี้จะ modern และมีฉากแอ็กชันเยอะขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้แฟนซีรีส์รักเกมนี้ คือมันยังคงกลิ่นอาย Tomb Raider เอาไว้เต็มๆ
หัวใจของเกมยังคงเป็นการสำรวจและค้นหาความลับเหมือนเดิม
ปริศนาและสุสานคือเสน่ห์ที่แท้จริง
ผู้เล่นจะได้แก้ปริศนาโบราณ ปีนหน้าผาอันตราย สำรวจสุสานลับ ค้นหาสมบัติ และเปิดเผยความลับของอารยธรรมเก่า
หลายสุสานในเกมถูกออกแบบให้รู้สึกเหมือนการผจญภัยจริงๆ ทั้งกดดัน ลึกลับ และต้องใช้ไหวพริบมากกว่าการยิงปืน
Tomb Raider ที่ยังรักษาจิตวิญญาณเดิมไว้
นี่คือเหตุผลที่ถูกแฟนเกมจำนวนมากชื่นชอบ เพราะแม้เกมจะทันสมัยขึ้น แต่แก่นสำคัญของซีรีส์อย่างการสำรวจโลกโบราณและค้นหาความจริง ก็ยังอยู่ครบแบบเต็มหัวใจ

Lara Croft — นักสำรวจที่กำลังต่อสู้กับตัวเอง
สิ่งที่ทำให้ Lara Croft เวอร์ชัน reboot ใน Rise of the Tomb Raider แตกต่างจากภาพจำยุคเก่าแบบชัดเจน คือความจริงของตัวละคร เธอไม่ได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มั่นใจตลอดเวลา หรือกระโดดเข้าหาอันตรายแบบไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว
Lara เวอร์ชันนี้คือคนที่กลัว เจ็บปวด สับสน เหนื่อย และโดดเดี่ยว ผู้เล่นจะเห็นเธอล้ม พลาด และต้องฝืนตัวเองเดินต่ออยู่หลายครั้ง จนรู้สึกได้เลยว่าทุกการผจญภัยกำลังกัดกินตัวตนของเธอทีละนิด
การค้นหาความจริงที่เริ่มกลายเป็น “ความหมกมุ่น”
หลังเหตุการณ์บนเกาะ Yamatai Lara เปลี่ยนไปมาก เธอเริ่มหมกมุ่นกับเรื่องเหนือธรรมชาติและอารยธรรมลึกลับ จนแทบไม่สนใจโลกภายนอก หลายครั้งเธอดูเหมือนคนที่กำลังพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง… ไม่ใช่แค่กับคนอื่น แต่กับตัวเองด้วย
และจุดศูนย์กลางของทุกอย่างก็คือ “พ่อของเธอ”
ปมของ Richard Croft ที่ยังตามหลอกหลอน
Richard Croft พ่อของ Lara เคยเชื่อเรื่องเมืองลับ พลังแห่งความเป็นอมตะ และตำนานโบราณต่างๆ แต่คนรอบตัวกลับมองว่าเขาเสียสติ ชื่อเสียงของเขาพัง ชีวิตครอบครัวแตกสลาย และสุดท้ายเขาก็จากไปพร้อมคำถามที่ไม่มีใครเชื่อ
Lara จึงออกเดินทางครั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าพ่อของเธอไม่ได้บ้า นี่ทำให้การผจญภัยในภาคนี้รู้สึกส่วนตัวมากกว่าการล่าสมบัติทั่วไป
ยิ่งแข็งแกร่ง… ยิ่งเปราะบาง
สิ่งที่เกมเขียนได้ดีมาก คือแม้ Lara จะเก่งขึ้นทุกด้าน
- ยิงปืนเก่งขึ้น
- ปีนเขาเก่งขึ้น
- เอาตัวรอดเก่งขึ้น
แต่ภายในใจ เธอกลับเริ่มแตกสลายมากขึ้นเรื่อยๆ เธอเริ่มดื้อกับคำเตือนของคนรอบตัว เริ่มเสี่ยงแบบไม่กลัวตาย และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อค้นหาความจริง
นักสำรวจที่กำลังหนีบางอย่างในใจตัวเอง
ลึกๆแล้วเกมภาคนี้ ไม่ได้เล่าแค่เรื่องการค้นหาเมืองลับ แต่มันคือเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่กำลังพยายามหาความหมายให้กับชีวิต ความสูญเสีย และอดีตของครอบครัวตัวเอง
และนั่นแหละคือเหตุผลที่ Lara เวอร์ชันนี้ดูทั้งแข็งแกร่งและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน จนกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่ดีที่สุดของวงการเกมยุคใหม่

Jonah Maiava — เพื่อนแท้ที่คอยอยู่ข้าง Lara ในวันที่เธอแทบไม่เหลือตัวเอง
ในซีรีส์ Tomb Raider เวอร์ชัน reboot มีตัวละครหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของ Lara Croft แต่คนที่สำคัญและจริงใจกับเธอมากที่สุดคนหนึ่งก็คือ Jonah Maiava
Jonah คือเพื่อนร่วมทีมที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นรกบนเกาะ Yamatai มาด้วยกัน เขาเห็นทุกอย่างที่ Lara ต้องเจอ เห็นเธอเปลี่ยนไป และเข้าใจดีว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นทิ้งรอยแผลไว้ลึกแค่ไหน ในภาคนี้เขาจึงไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทาง แต่เป็นเหมือนเสาหลักทางใจของ Lara
สมดุลของคนที่เริ่มหมกมุ่นกับความจริง
หลังจากผ่านเหตุการณ์ในภาคแรก Lara เริ่มหมกมุ่นกับเรื่องเหนือธรรมชาติและการพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับพ่อของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ เธอเริ่มเสี่ยงอันตรายหนักขึ้น ดื้อกับคำเตือนคนรอบตัว และบางครั้งก็เหมือนลืมไปว่าตัวเองกำลังทำร้ายตัวเองอยู่
ตรงจุดนี้ Jonah คือคนที่คอยดึงเธอกลับมา เขาเตือน Lara เสมอว่า…
“ชีวิตคนสำคัญกว่าตำนาน”
คำพูดนี้ดูเรียบง่าย แต่เป็นแกนสำคัญของความสัมพันธ์ทั้งคู่เลย เพราะ Jonah มองเห็นว่า Lara กำลังค่อยๆสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปกับการไล่ล่าความจริง
ตัวละครที่ grounded และอบอุ่นมาก
สิ่งที่ทำให้ Jonah แตกต่างจากตัวละครอื่น คือเขา grounded มาก เขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยชื่อเสียง ความทะเยอทะยาน หรือความหมกมุ่น
เขาเป็นคนธรรมดาที่มีหัวใจดี ใจเย็น อบอุ่น พร้อมช่วยเหลือคนอื่น และมักคิดถึงความปลอดภัยของคนรอบตัวก่อนเสมอ ในโลกของ Tomb Raider ที่เต็มไปด้วยอันตราย ความโลภ และการทรยศ Jonah จึงกลายเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยของ Lara
เพื่อนแท้ที่หาได้ยาก
สิ่งที่ทำให้แฟนเกมรัก Jonah มาก คือเขาไม่เคยพยายามเปลี่ยน Lara ให้เป็นคนอื่น
เขาแค่พยายามช่วยให้เธอไม่หลงทางจนเกินไป และในโลกที่เต็มไปด้วยคนที่อยากใช้ประโยชน์จาก Lara การมีใครสักคนที่ห่วงเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่งจริงๆ ถือเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดแล้ว

Ana Miller — ผู้หญิงที่ซ่อนความลับเอาไว้มากที่สุด
หนึ่งในตัวละครในภาคนี้ ที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือมากที่สุดคือ Ana Miller ตอนแรกเธอดูเหมือนคนที่หวังดีกับ Lara จริงๆ เพราะ Ana เคยใกล้ชิดกับครอบครัว Croft และรู้เรื่องเกี่ยวกับ Richard Croft มากกว่าหลายคน
เธอดูอ่อนโยน สุภาพ และเหมือนเข้าใจความเจ็บปวดของ Lara จากการสูญเสียพ่อได้ดีที่สุด แต่ยิ่งเนื้อเรื่องเดินหน้า ผู้เล่นก็จะเริ่มรู้ว่าภายใต้รอยยิ้ม และคำพูดอบอุ่นนั้น มีบางอย่างถูกซ่อนเอาไว้อยู่ตลอดเวลา
ตัวละครที่เต็มไปด้วย “แรงจูงใจ”
สิ่งที่ทำให้ Ana น่าสนใจมาก คือเธอไม่ได้เป็นตัวร้ายแบบชั่วร้ายตรงไปตรงมา เธอไม่ได้อยากทำลายโลก ไม่ได้ฆ่าคนเพราะสนุก และไม่ได้เป็นวายร้ายที่หัวเราะคลั่งแบบ cliché ทั่วไป
Ana เป็นคนที่เต็มไปด้วยความกลัว ความเจ็บปวด และความสิ้นหวัง เธอคือคนที่พยายามรอดจากบางอย่างที่กำลังกัดกินชีวิตตัวเองอยู่
ความจริงที่ทำให้ผู้เล่นลังเล
ยิ่งผู้เล่นรู้เรื่องของ Ana มากขึ้น ก็ยิ่งเข้าใจว่า หลายการตัดสินใจของเธอเกิดจากความกลัวตายและความต้องการมีชีวิตต่อ
นั่นทำให้ตัวละครนี้มีมิติมาก เพราะแม้ผู้เล่นจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอทำ แต่ก็ยากที่จะเกลียดเธอแบบเต็มร้อย
คนที่สะท้อนด้านมืดของมนุษย์
Ana คือภาพของคนที่ถูกความสิ้นหวังผลักไปไกลเกินกว่าจะถอยกลับมาได้ เธอไม่ได้เป็นปีศาจ แต่เป็นมนุษย์ธรรมดาที่ค่อยๆ ถูกสถานการณ์บีบให้เลือกทางที่อันตรายขึ้นเรื่อยๆ
และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่ซับซ้อนที่สุดของ Tomb Raider ภาคนี้

Konstantin — ชายที่ถูกศรัทธาครอบงำ เชื่อว่าตัวเองกำลังกอบกู้โลก
หนึ่งในตัวละครที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เพราะพลังหรืออาวุธ แต่เป็นเพราะความเชื่อของเขา คนนั้นคือ Konstantin ผู้นำกองกำลังขององค์กร Trinity
เขาเป็นคนสุขุม จริงจัง และเต็มไปด้วยศรัทธาแบบสุดขั้ว ทุกสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าจะเป็นการตามล่า การใช้ความรุนแรง หรือการเสียสละชีวิตคนอื่น ล้วนเกิดจากความเชื่อว่า ตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อโลกใบนี้ และนั่นแหละคือสิ่งที่น่าหวาดหวั่นมากที่สุด
Trinity — องค์กรลับที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง
องค์กรที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์แทบทั้งหมดก็คือ Trinity กลุ่มลับขนาดใหญ่ที่ออกตามล่าพลังเหนือธรรมชาติ และโบราณวัตถุลึกลับจากทั่วโลก พวกเขาเชื่อว่าพลังเหล่านี้สามารถเปลี่ยนอนาคตของมนุษยชาติได้ และนั่นทำให้ Trinity พร้อมใช้ทุกวิธีเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
สิ่งที่ทำให้ Trinity น่ากลัว คือมันไม่ใช่แค่กองกำลังธรรมดา แต่เป็นองค์กรที่มีอิทธิพลมหาศาล ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังหลายเหตุการณ์สำคัญในซีรีส์ ยิ่ง Lara ขุดค้นความจริงมากขึ้น เธอก็ยิ่งพบว่า Trinity เชื่อมโยงกับอดีต ครอบครัวของเธอ และความลับของโลกมากกว่าที่คิดไว้มาก
ศัตรูที่ไม่ได้มองตัวเองเป็น “คนเลว”
สิ่งที่ทำให้ Konstantin แตกต่างจากวายร้ายแบบเก่าๆทั่วไป คือเขาไม่ได้ทำทุกอย่าง เพราะความโลภหรือความสนุก แต่เขาเชื่อจริงๆว่า Trinity กำลังช่วยมนุษยชาติ
เขาเชื่อว่าพลังแห่งความเป็นอมตะจะเปลี่ยนโลกได้ และเชื่อว่าคนที่ขวางทางคืออุปสรรคที่ต้องกำจัด เมื่อคนคนหนึ่งมั่นใจว่าตัวเองถูกต้อง ทุกอย่างก็เริ่มอันตรายขึ้นทันที
ความศรัทธาที่ค่อยๆกลืนกินตัวตน
ยิ่งเนื้อเรื่องดำเนินไป ผู้เล่นจะยิ่งเห็นว่า Konstantin ถูกศรัทธาครอบงำมากแค่ไหน เขายอมทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย แม้จะต้องเสียมนุษยธรรมของตัวเองไปทีละนิดก็ตาม
ตัวละครที่สะท้อนด้านมืดของความเชื่อ
Rise of the Tomb Raider พยายามตั้งคำถามตลอดว่า
“ถ้าคนคนหนึ่งเชื่อในบางอย่างมากเกินไป… เขาจะยังมองเห็นความถูกผิดอยู่ไหม?”
และ Konstantin ก็คือคำตอบที่น่ากลัวของคำถามนั้น เพราะบางครั้ง ศัตรูที่อันตรายที่สุด อาจไม่ใช่คนที่รู้ว่าตัวเองชั่ว แต่คือคนที่เชื่อสุดหัวใจว่าตัวเองกำลังช่วยโลกต่างหาก

Jacob — ผู้นำที่ดูธรรมดา… แต่ซ่อนความลับระดับเปลี่ยนทั้งเรื่อง
ใน Rise of the Tomb Raider หนึ่งในตัวละครที่น่าจดจำและมีมิติมากที่สุดคือ Jacob ตอนแรกผู้เล่นจะมองเขาเป็นเพียงผู้นำของกลุ่มผู้รอดชีวิตในเมืองลับ Kitezh ชายเงียบๆ ที่พยายามปกป้องผู้คนจากกองกำลัง Trinity
เขาดูใจดี สุขุม และเหมือนเป็นคนธรรมดาที่แบกรับหน้าที่หนักเกินตัว แต่ยิ่งเนื้อเรื่องเดินไป ความจริงเกี่ยวกับ Jacob ก็ยิ่งทำให้ผู้เล่นเริ่มเข้าใจว่า ชายคนนี้แบกอะไรมามากกว่าที่เห็นมาก
ตัวแทนของ “ชีวิตนิรันดร์”
สิ่งที่ทำให้ Jacob เป็นตัวละครที่ลึกมาก คือเขาไม่ได้เป็นแค่คนที่ปกป้องเมืองลับ แต่เป็นภาพสะท้อนของความเป็นอมตะ ในแบบที่เจ็บปวดที่สุด หลายคนมองชีวิตนิรันดร์ว่าเป็นพร เป็นพลังที่มนุษย์ใฝ่ฝัน แต่เกมพยายามแสดงผ่าน Jacob ว่า…
“การมีชีวิตอยู่ตลอดไป อาจไม่ใช่เรื่องสวยงามเลย”
คนที่ต้องเห็นทุกอย่างสูญสลาย
Jacob ต้องแบกรับทั้งความลับ ภาระหน้าที่ และการสูญเสียมานานหลายศตวรรษ เขาเห็นผู้คนตาย เห็นโลกเปลี่ยน และต้องใช้ชีวิตอยู่กับความโดดเดี่ยวที่ไม่มีวันจบ
นี่ทำให้เขาดูเหมือนคนที่เหนื่อยล้ากับเวลามากกว่าจะเป็นผู้มีพลังพิเศษ
ตัวละครที่พูดถึง “ราคาของความเป็นอมตะ”
สิ่งที่ตัวเกมภาคนี้ทำได้ดีมาก คือการตั้งคำถามว่า…
“ถ้าคุณมีชีวิตตลอดไป… แต่ต้องสูญเสียทุกอย่างไปเรื่อย ๆ มันยังคุ้มอยู่ไหม?”
Jacob จึงไม่ใช่แค่ชายลึกลับแห่งเมือง Kitezh แต่เป็นตัวละครที่สะท้อนว่า บางครั้งสิ่งที่มนุษย์คิดว่าเป็นพร อาจกลายเป็นคำสาปที่หนักที่สุดก็ได้

Sofia — นักรบหญิงที่พร้อมปกป้องบ้านเกิด
หนึ่งในตัวละครที่ช่วยทำให้เมืองลับ Kitezh ดูมีชีวิตมากขึ้นคือ Sofia เธอเป็นลูกสาวของ Jacob และเป็นหนึ่งในนักรบคนสำคัญของกลุ่มผู้รอดชีวิตที่อาศัยอยู่ในเมืองลับแห่งนี้
ตั้งแต่แรกเห็น Sofia ก็ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งทันที เธอเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจ และพร้อมหยิบอาวุธขึ้นมาปกป้องผู้คนของตัวเองโดยไม่ลังเล แต่สิ่งที่ทำให้เธอน่าสนใจ คือภายใต้ความเข้มแข็งนั้น ผู้เล่นจะสัมผัสได้ว่าเธอเติบโตมากับความกลัวมาตลอดชีวิต
คนที่ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสู้
Kitezh อาจดูเหมือนเมืองลึกลับในตำนาน แต่สำหรับ Sofia มันคือบ้าน บ้านที่ถูกคุกคามจาก Trinity อยู่ตลอดเวลา
นี่ทำให้เธอไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องกลายเป็นนักรบเพื่อปกป้องครอบครัวและผู้คนรอบตัว เธอไม่ได้ต่อสู้เพราะอยากเป็นฮีโร่ แต่สู้เพราะถ้าไม่สู้ ทุกอย่างที่เธอรักอาจหายไป
ตัวละครที่ทำให้เมืองลับดู “จริง”
สิ่งสำคัญของ Sofia คือเธอช่วยให้ผู้เล่นเห็นว่า คนในเมืองลับไม่ได้เป็นแค่ NPC ที่มีไว้ให้คุยหรือรับเควสต์
พวกเขาคือคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวงและอันตรายมานานหลายชั่วอายุคน
นักรบที่ยังมีหัวใจ
แม้ Sofia จะดูแข็งและพร้อมสู้ตลอดเวลา แต่ลึกๆแล้วเธอก็ยังเป็นคนที่ห่วงครอบครัว ห่วงบ้านเกิด และอยากเห็นผู้คนมีชีวิตสงบสุขเหมือนคนทั่วไป
และนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในตัวละครหญิงที่น่าจดจำที่สุดของ Rise of the Tomb Raider
