ถ้ามีเกมไหนที่พิสูจน์ได้ว่าเกมสามารถเป็นได้มากกว่าความมันส์ ชื่อของ God of War Ragnarök ต้องอยู่ในอันดับต้นๆ แบบไม่ต้องสงสัย นี่ไม่ใช่แค่เกมแอ็กชันฟันแหลกธรรมดา แต่มันคือเรื่องราวของพ่อกับลูก ความสูญเสีย คำทำนาย การให้อภัย และชะตากรรมที่ไม่มีใครหนีพ้น
นี่คือเกมที่เต็มไปด้วยฉากต่อสู้ระดับมหากาพย์ แต่ในขณะเดียวกันก็อัดแน่นไปด้วยอารมณ์ ความสัมพันธ์ และตัวละครที่มีมิติแบบสุดๆ ที่ไม่ได้ถูกเขียนให้เป็นเทพเจ้าสมบูรณ์แบบ แต่เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยบาดแผล ความผิดพลาด และความเจ็บปวด และนี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้เกมนี้กลายเป็นหนึ่งในเกมที่คนทั้งโลกไม่มีวันลืม!
God of War Ragnarök — ภาคต่อที่ยกระดับทุกอย่างให้หนักกว่าเดิม
God of War Ragnarök คือเกมแนว Action Adventure / Story-Driven / Mythology Fantasy พัฒนาโดย Santa Monica Studio และวางจำหน่ายในปี 2022 เกมนี้เป็นภาคต่อโดยตรงของ God of War (2018) และถือเป็นบทสรุปของตำนานนอร์สในจักรวาล God of War
เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงก่อน Ragnarök หรือวันสิ้นโลกตามตำนานนอร์ส โลกกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวอันยาวนาน เหล่าเทพเริ่มหวาดกลัวคำทำนาย และสงครามใหญ่กำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ
เกมที่ไม่ได้เล่าแค่เรื่องเทพตีกัน
แม้ชื่อเกมจะดูเหมือนเน้นสงครามสุดอลังการ แต่หัวใจจริงๆของ Ragnarök
คือเรื่องของครอบครัว การเติบโต และการเผชิญหน้ากับอดีต
Kratos ต้องเรียนรู้การเป็นพ่อที่ไม่ใช้แค่คำสั่ง Atreus ต้องค้นหาตัวตนของตัวเอง ส่วนตัวละครอื่นๆก็ต้องรับมือกับบาดแผล ความกลัว และความผิดพลาดของตัวเอง
ไม่มีใครดีหรือเลวแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
จุดเด่นของเกมนี้คือการเขียนตัวละครที่ดูเรียลมาก ไม่มีใครขาวสะอาด ไม่มีใครชั่วล้วนๆ ทุกคนมีเหตุผล มีความเสียใจ และมีอดีตที่ตามหลอกหลอน บางคนอยากเปลี่ยนแปลง บางคนยังติดอยู่กับความแค้น บางคนรู้ว่าตัวเองผิด แต่ก็ถอยกลับไม่ได้แล้ว
Ragnarök คือการเปลี่ยนแปลง
ในเกมนี้ Ragnarök ไม่ได้หมายถึงแค่จุดจบ แต่มันคือช่วงเวลาที่ทุกคนต้องเลือกว่าจะยอมเปลี่ยน หรือปล่อยให้ตัวเองพังไปพร้อมโลก และนั่นแหละที่ทำให้เกมนี้ emotional มาก ไม่ใช่เพราะมันยิ่งใหญ่ แต่เพราะมันเจ็บแบบมนุษย์จริงๆ

Kratos — เทพเจ้าแห่งสงครามที่พยายามหนีอดีตของตัวเอง
Kratos คือหนึ่งในตัวละครเกมที่ไอคอนนิกที่สุดตลอดกาล ชื่อของเขาแทบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความดุเดือด ความโกรธ และการล้างแค้นไปแล้วตั้งแต่ยุค PlayStation 2
ในอดีต Kratos คือเทพเจ้าที่เต็มไปด้วย rage เขาพร้อมฆ่าทุกคนที่ขวางทาง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ไททัน หรือแม้แต่เทพแห่งโอลิมปัสเอง ความเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวทำให้เขากลายเป็นเหมือนเครื่องจักรสังหารที่หยุดไม่ได้ และสุดท้ายเขาก็ทำลายทั้งโอลิมปัสลงด้วยมือของตัวเอง
Kratos ยุคใหม่ — ด้านที่ “เป็นมนุษย์” มากขึ้น
แต่ในภาค God of War (2018) และ Ragnarök เราได้เห็น Kratos ในมุมที่ต่างออกไปแบบสมบูรณ์
เขาไม่ใช่แค่เทพแห่งสงครามอีกแล้ว แต่เป็นพ่อ
พ่อที่พยายามเลี้ยงดูลูกชายอย่าง Atreus ทั้งที่ตัวเองไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าคนเป็นพ่อที่ดีควรเป็นยังไง
นี่คือจุดที่ทำให้ Kratos ยุคใหม่ลึกกว่าเดิมมาก เพราะผู้เล่นเริ่มเห็นว่าใต้ความแข็งแกร่งนั้น เขาเต็มไปด้วยความกลัว
คนที่กลัวว่าจะสูญเสียอีกครั้ง
ใน Ragnarök แม้ Kratos จะยังดูน่าเกรงขามเหมือนเดิม แต่ลึกๆแล้ว เขากลัวว่า Atreus จะเดินซ้ำรอยตัวเอง กลัวว่าคำทำนายวันสิ้นโลกจะพรากลูกไป และกลัวว่าความรุนแรงในอดีตของตัวเองจะย้อนกลับมาทำลายทุกอย่างอีกครั้ง
เขาไม่ได้อยากชนะสงครามเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว สิ่งที่ Kratos ต้องการจริงๆ คือการปกป้องครอบครัว
ทำไม Kratos ถึงกลายเป็นตัวละครระดับตำนาน
เหตุผลที่ Kratos กลายเป็นตัวละครระดับตำนาน ไม่ใช่แค่เพราะเขาเท่หรือโหด แต่เพราะเขาเติบโต จากคนที่ใช้แต่ความโกรธ กลายเป็นคนที่พยายามควบคุมตัวเอง จากเทพเจ้าที่ทำลายทุกอย่าง กลายเป็นพ่อที่พยายามไม่ส่งต่อความเจ็บปวดให้ลูก
และนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้ Kratos ดูเป็นมนุษย์มากกว่าที่เคยเป็นมา

Atreus — จากเด็กน้อย… สู่คนที่เริ่มตั้งคำถามกับชะตาตัวเอง
ถ้า Kratos คือหัวใจด้านอารมณ์งั้น Atreus ก็คือแกนหลักของการเติบโตในเรื่องทั้งหมด เพราะภาคนี้แสดงให้เห็นชัดว่าเขาไม่ได้เป็นเด็กตัวเล็กที่คอยเดินตามพ่ออีกต่อไปแล้ว
Atreus โตขึ้นทั้งร่างกาย ความคิด และอารมณ์ เขาเริ่มอยากตัดสินใจเอง อยากค้นหาความจริง และเริ่มมองโลกต่างจาก Kratos มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยิ่งโต เขาก็ยิ่งสับสน
Loki — ชื่อที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
จุดสำคัญที่สุดคือการที่ Atreus รู้ว่าตัวเองคือ Loki
ในตำนานนอร์ส Loki คือหนึ่งในตัวละครสำคัญที่สุดของ Ragnarök เป็นทั้งตัวสร้างปัญหา ตัวเปลี่ยนโชคชะตา และคนที่เกี่ยวข้องกับวันสิ้นโลกโดยตรง เมื่อรู้ความจริงนี้ Atreus ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองทันที
เขาควรเป็นใคร? ควรเดินตามโชคชะตาไหม? หรือมนุษย์สามารถเลือกเส้นทางของตัวเองได้จริง? นี่ทำให้เรื่องราวของเขากลายเป็น Coming-of-Age Story ที่เข้มข้นมาก
เด็กที่ไม่อยากเป็นเหมือนใคร
Atreus ไม่ได้อยากเป็นเงาของ Kratos แม้จะรักพ่อมากแค่ไหนก็ตาม
เขาอยากพิสูจน์ว่าตัวเองสามารถสร้างทางเดินของตัวเองได้
แต่ปัญหาคือ ยิ่งเขาพยายามค้นหาคำตอบ เขาก็ยิ่งห่างจากพ่อมากขึ้น
ความสัมพันธ์พ่อ-ลูกที่ “จริง” มาก
สิ่งที่ทำให้ Ragnarök สะเทือนอารมณ์สุดๆ คือความสัมพันธ์ระหว่าง Kratos กับ Atreus ทั้งคู่เป็นพ่อลูกที่รักกันมาก แต่ก็ไม่ได้เข้าใจกันตลอดเวลา Kratos พยายามปกป้องทุกอย่าง ส่วน Atreus อยากเป็นอิสระและตัดสินใจเอง
มันไม่ใช่แค่เรื่องเทพเจ้า แต่คือเรื่องของครอบครัวที่พยายามรักกัน… แม้จะเต็มไปด้วยความกลัวและความไม่เข้าใจก็ตาม

Thor — เทพสายฟ้า ในเวอร์ชันที่ต่างจากภาพจำแบบสุดขั้ว
ถ้าพูดถึง Thor หลายคนอาจนึกถึงฮีโร่สุดเท่จาก Marvel แต่ในเกม God of War Ragnarök นั้นตัวละครนี้ถูกตีความใหม่แบบคนละทางแบบสุดขั้ว เขาไม่ได้เป็นเทพสายฟ้าหล่อเนี้ยบ หรือดูมีออร่าฮีโร่ แต่เป็นชายร่างใหญ่ หนัก เหนื่อยล้า และเต็มไปด้วยบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจ
แค่การออกแบบตัวละครก็ทำให้รู้ทันทีว่า Thor คนนี้ผ่านอะไรมาเยอะมาก สายตา ท่าทาง และน้ำเสียงของเขา ดูเหมือนคนที่แบกโลกทั้งใบไว้บนหลังมานานเกินไปแล้ว
เทพนักฆ่าที่เริ่มถูกอดีตหลอกหลอน
Thor ในจักรวาลนี้คืออาวุธของ Odin เขาถูกใช้ให้ฆ่า ทำสงคราม และทำลายศัตรูมาทั้งชีวิต เขาฆ่ายักษ์มานับไม่ถ้วน สร้างความหวาดกลัวไปทั่วดินแดนนอร์ส และใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาแทบทุกอย่าง
แต่ลึกๆแล้ว Thor เริ่มเหนื่อยกับสิ่งที่ตัวเองเป็น เขาเริ่มถูกหลอกหลอนจากอดีต และเริ่มรู้ว่าความรุนแรงไม่ได้แก้ทุกอย่างจริง ๆ
ภาพสะท้อนของ Kratos
สิ่งที่เขียนได้ยอดเยี่ยมมาก คือ Thor กับ Kratos จริงๆ คล้ายกันอย่างน่ากลัว ทั้งคู่เคยเป็นเครื่องมือของเหล่าเทพ ทั้งคู่เคยใช้ความโกรธทำลายทุกอย่าง ทั้งคู่มีลูกที่รัก และทั้งคู่กลัวว่า ลูกจะมองตัวเองเป็นสัตว์ประหลาด
นี่ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาลึกกว่าการเป็น “พระเอก vs ตัวร้าย”
ศัตรูที่เข้าใจกันเกินไป
Kratos กับ Thor ไม่ได้เกลียดกันแบบง่ายๆ แต่เหมือนคนสองคนที่มองเห็นอดีตตัวเองอยู่ในอีกฝ่าย
และนั่นแหละ คือเหตุผลที่ทุกฉากของทั้งคู่เต็มไปด้วยอารมณ์ หนักแน่น และน่าจดจำมากกว่าแค่ฉากต่อสู้ธรรมดา

Odin — ราชาแห่งทวยเทพที่ไม่ได้น่าเกรงขาม… แต่น่ากลัวกว่าเดิม
ใน God of War Ragnarök หนึ่งในสิ่งที่ทำให้แฟนเกมเซอร์ไพรส์มาก คือการตีความตัวละคร Odin เพราะเขาไม่ได้ถูกนำเสนอเป็นราชาเทพสุดสง่างามแบบที่หลายคนคุ้นจากหนังหรือการ์ตูน
Odin เวอร์ชันนี้ดูเหมือนชายแก่ธรรมดาคนหนึ่ง พูดนุ่ม ใจเย็น และดูไม่มีอะไรน่ากลัวในตอนแรก แต่ยิ่งเล่นไป ผู้เล่นจะยิ่งรู้ว่าคนแบบนี้แหละอันตรายที่สุด
ตัวร้ายที่ใช้ “สมอง” มากกว่าพลัง
สิ่งที่ทำให้ Odin ดูข่มขวัญผู้เล่นมาก คือเขาแทบไม่ต้องใช้พลังต่อสู้ตรงๆเลยด้วยซ้ำ อาวุธที่แท้จริงของเขาคือ
- คำพูด
- การชักจูง
- การเล่นจิตวิทยา
- การสร้างความกลัว
- และการควบคุมคนอื่นแบบเงียบๆ
เขารู้ว่าควรพูดอะไรกับใคร รู้ว่าจะใช้ความกลัวหรือความหวังควบคุมคนยังไง จนแม้แต่เทพหลายองค์ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลของเขา นี่ทำให้ Odin กลายเป็นตัวร้ายที่สมจริง และน่ากลัวมาก เพราะเขาไม่ได้ดูเหมือนปีศาจ แต่เหมือนคนที่ฉลาดเกินไป
คนที่กลัว “ความตาย” มากที่สุด
สิ่งที่น่าสนใจมากคือจริงๆแล้ว Odin ไม่ได้ทำทุกอย่างเพราะอยากครองโลก แต่เพราะเขากลัว Ragnarok
เขากลัวจุดจบ กลัวการหายไป และกลัววันที่ตัวเองควบคุมอะไรไม่ได้อีก นั่นทำให้เขาหมกมุ่นกับการเปลี่ยนโชคชะตา และพร้อมเสียสละทุกอย่างเพื่อหนีความตาย
ตัวร้ายที่ดูเป็นมนุษย์เกินไป
แม้ Odin จะน่ากลัวและคอยชักใยคนอื่นๆให้ทำหลงทำตามคำสั่งเขา แต่ลึกๆแล้วเขาก็ยังเป็นคนที่หวาดกลัวเหมือนมนุษย์ทั่วไป
และนั่นแหละคือเหตุผลที่เขากลายเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ดีที่สุดของ God of War เพราะความน่ากลัวของเขามันดูจริงเกินไปนั่นเอง

Freya — ความแค้นของแม่ที่สูญเสียลูก
ในภาคนี้มีหลายตัวละครที่แบกบาดแผลจากอดีตไว้ แต่คนที่สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดชัดที่สุดคนหนึ่งก็คือ Freya หลังเหตุการณ์ในภาคก่อนที่ Baldur ลูกชายของเธอเสียชีวิตด้วยน้ำมือของ Kratos ชีวิตของ Freya ก็แทบพังทลายทันที
จากเทพีผู้สง่างาม กลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความเศร้า และความแค้นที่กัดกินตัวเองอยู่ตลอดเวลา เธอไม่ได้อยากแก้แค้นเพราะความชั่วร้าย แต่เพราะเธอคือ “แม่” ที่สูญเสียลูกชายต่อหน้าต่อตา
ความรักที่กลายเป็นโซ่ตรวน
สิ่งที่ทำให้ Freya เป็นตัวละครที่ลึกมาก คือความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ Baldur ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ความรักของเธอที่อยากปกป้องลูก กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายเขาโดยไม่รู้ตัว และสุดท้ายมันก็นำไปสู่โศกนาฏกรรมทั้งหมด
นี่ทำให้ Freya ไม่ได้เจ็บแค่เรื่องการสูญเสีย แต่ยังเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ตามหลอกหลอนเธอตลอดเวลา
จากศัตรู… สู่คนที่เริ่มเข้าใจกัน
ความสัมพันธ์ระหว่าง Freya กับ Kratos คือหนึ่งในพาร์ตที่เขียนดีที่สุดของ Ragnarök
เพราะทั้งคู่ต่างเป็นคนที่อดีตทำให้แตกสลายเหมือนกัน
ทั้งสองต่างเคยสูญเสียคนสำคัญ ต่างเคยถูกความแค้นควบคุม และต่างพยายามหนีจากสิ่งที่ตัวเองเคยเป็น
การให้อภัยที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ
เกมไม่ได้ทำให้ Freya หายโกรธทันที แต่ค่อยๆแสดงให้เห็นว่าการให้อภัยคือ กระบวนการที่เจ็บปวดและใช้เวลา
และนั่นแหละที่ทำให้ Freya กลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่สะเทือนใจและเป็นมนุษย์มากที่สุดของภาคนี้

Brok และ Sindri — สองพี่น้องที่ทำให้โลกของ God of War ดูมีชีวิตชีวา
ท่ามกลางสงคราม เทพเจ้า และคำทำนายวันสิ้นโลก หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ภาค Ragnarök ยังเต็มไปด้วยความอบอุ่น คือการมีอยู่ของ Brok และ Sindri สองพี่น้องช่างตีเหล็กที่คอยช่วย Kratos และ Atreus มาตั้งแต่ภาคก่อน
ในช่วงแรกหลายคนอาจมองว่าพวกเขาเป็นแค่ตัวละครสาย comic relief เอาไว้สร้างมุก ลดความตึงเครียด หรือคอยอัปเกรดอาวุธให้ผู้เล่นเท่านั้น แต่ยิ่งเล่นไป เกมยิ่งเผยให้เห็นว่า สองคนนี้มีมิติและแบกความเจ็บปวดไว้ลึกมากกว่าที่คิด
Brok — ปากจัด แต่จริงใจที่สุด
Brok เป็นคนพูดตรง หยาบ ปากไว และดูเหมือนไม่แคร์อะไร แต่จริงๆแล้วเขาเป็นคนที่จริงใจกับคนรอบตัวมากที่สุดคนหนึ่ง เขาไม่พูดสวยหรู ไม่เล่นการเมือง และพร้อมพูดความจริงใส่หน้าใครก็ตาม แม้จะเป็นเทพเจ้าก็ตาม
นั่นทำให้ Brok ดูเหมือนหยาบ… แต่กลับอบอุ่นแบบแปลกๆ
Sindri — คนที่ซ่อนความอ่อนแอไว้ข้างใน
ส่วน Sindri ดูตรงข้ามทุกอย่าง เขาสะอาด เนี้ยบ สุภาพ และเซนซิทีฟมาก เขาใส่ใจคนอื่นเสมอ แต่ก็มักเก็บความรู้สึกตัวเองไว้ลึกๆ
และเมื่อเรื่องราวเดินไปถึงจุดหนึ่ง ผู้เล่นจะได้เห็นด้านที่แตกสลายของเขาแบบเต็มๆ
ตัวละครที่ทำให้เกม “เจ็บ” ขึ้นกว่าเดิม
สิ่งที่ทำให้ Brok และ Sindri สำคัญมาก คือพวกเขาทำให้ Ragnarök ไม่ได้เป็นแค่เกมเทพเจ้าตีกัน แต่เป็นเรื่องของครอบครัว มิตรภาพ และการสูญเสีย
โดยเฉพาะ Sindri ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากเหตุการณ์ในเกม จนกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่เศร้าและน่าจดจำที่สุดของทั้งเรื่องเลยทีเดียว

Tyr — ความหวังของโลกนอร์สที่เหมือนจะเปลี่ยนทุกอย่าง
ใน God of War Ragnarök ชื่อของ Tyr ถูกพูดถึงเหมือนเป็นความหวังสุดท้ายของทุกคน เขาคือเทพแห่งสงครามของนอร์ส แต่ต่างจาก Kratos หรือเทพสายบู๊ทั่วไป Tyr ถูกจดจำในฐานะเทพที่รักสันติ ฉลาด และเคยเดินทางไปหลายดินแดน
หลายคนเชื่อว่าถ้าหา Tyr เจอ เขาอาจเป็นกุญแจสำคัญในการหยุด Ragnarök หรืออย่างน้อยก็ช่วยนำทางให้ Kratos กับ Atreus เข้าใจสงครามครั้งใหญ่นี้มากขึ้น
เทพสงครามที่ไม่อยากทำสงคราม
เสน่ห์ของ Tyr คือเขาเป็นเทพแห่งสงครามที่ไม่ได้ดูโหยหาความรุนแรง เขาเหมือนคนที่เห็นผลลัพธ์ของสงครามมามากพอ จนไม่อยากให้ใครต้องเจ็บอีก
ภาพของ Tyr จึงต่างจากเทพสงครามแบบที่เราคุ้นเคยมาก เขาไม่ได้เท่เพราะฆ่าเก่ง แต่เท่เพราะพยายามหลีกเลี่ยงการฆ่า
เมื่อ “ความหวัง” อาจไม่เป็นอย่างที่คิด
แต่ยิ่งเนื้อเรื่องเดินไป เกมก็เริ่มเล่นกับความคาดหวังของผู้เล่น Tyr ที่ทุกคนตามหา อาจไม่ได้เป็นคำตอบง่ายๆอย่างที่คิด
สิ่งนี้ทำให้เรื่องราวลึกขึ้นมาก เพราะบางครั้งเราฝากความหวังไว้กับใครบางคนมากเกินไป จนลืมไปว่าไม่มีใครแบกรับชะตาของโลกแทนเราได้ทั้งหมด
ตัวละครที่ทำให้เกมตั้งคำถาม
Tyr จึงไม่ใช่แค่ตัวละครในตำนาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหวัง ความเชื่อ
และภาพลวงตาที่ผู้คนอยากยึดไว้ในวันที่โลกกำลังพังทลาย

Angrboda — เด็กสาวที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของ Atreus
ใน God of War Ragnarök มีหลายตัวละครที่ส่งผลต่อเส้นทางของ Atreus แต่คนที่เปลี่ยนตัวเขามากที่สุดคนหนึ่งก็คือ Angrboda เธอคือเด็กสาวเผ่ายักษ์จากดินแดน Jötunheim ผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับยักษ์ คำทำนาย และตัวตนของ Loki มากกว่าที่ Atreus เคยรู้มาตลอดชีวิต
และการพบกันของทั้งสองคน… ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องทันที
คนแรกที่ทำให้ Atreus รู้สึกเข้าใจตัวเอง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา Atreus ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความคาดหวัง คำทำนาย และแรงกดดันจากการเป็นลูกของ Kratos เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าควรเป็นใคร
แต่ Angrboda คือคนแรกๆที่ทำให้เขารู้สึกว่า ตัวเองไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว เธอรับฟังเขา เข้าใจความสับสนของเขา และช่วยให้ Atreus เริ่มมองตัวเองในมุมที่อ่อนโยนขึ้น
Chemistry ที่ดูเป็นธรรมชาติสุดๆ
สิ่งที่แฟนเกมชอบมากคือ เคมีของทั้งคู่ มันไม่ได้ดูหวือหวาหรือฝืน แต่ค่อยๆพัฒนาแบบธรรมชาติ เหมือนเด็กสองคนที่กำลังค้นหาตัวเองไปพร้อมกัน
เวลาอยู่กับ Angrboda เราจะเห็น Atreus หัวเราะ ยิ้ม และผ่อนคลายมากกว่าตอนอยู่กับคนอื่น
ตัวละครที่เติมความอบอุ่นให้เกม
ท่ามกลางเนื้อเรื่องหนักๆ และคำทำนายวันสิ้นโลก Angrboda กลายเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยทางใจของ Atreus
และนั่นแหละคือเหตุผลที่เธอไม่ได้เป็นแค่ตัวละครสำคัญของเนื้อเรื่อง แต่เป็นคนที่ช่วยให้ Atreus เติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์จริงๆด้วย

Heimdall — ตัวละครที่แฟนเกมเกลียดแบบสุดๆ
มีหลายตัวละครที่เป็นศัตรูของผู้เล่น แต่ถ้าพูดถึงคนที่แฟนเกมหมั่นไส้หนักที่สุด ชื่อของ Heimdall มักติดอันดับต้นๆ แบบแทบไม่ต้องคิด ตั้งแต่แรกเจอ Heimdall ก็เต็มไปด้วยความกวนประสาท เขาหยิ่ง มั่นใจในตัวเองเกินร้อย ชอบดูถูกคนอื่น และพูดเหมือนตัวเองอยู่เหนือทุกคนตลอดเวลา
ไม่ว่าเขาจะคุยกับ Kratos, Atreus หรือใครก็ตาม เขามักทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีค่าพอให้จริงจังด้วยซ้ำ และนั่นแหละที่ทำให้ผู้เล่นหลายคนอยากต่อยหน้าเขาตั้งแต่นาทีแรก
พลังที่โกงจนแทบสู้ไม่ได้
แต่สิ่งที่ทำให้ Heimdall น่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่แค่นิสัย แต่คือพลังของเขา
Heimdall สามารถอ่านเจตนาและคาดเดาการเคลื่อนไหวล่วงหน้าได้ ทำให้เขาหลบการโจมตีแทบทุกอย่างได้ง่ายๆ เหมือนรู้ว่าศัตรูจะทำอะไรก่อนลงมือจริง นั่นทำให้เขาดูเหมือนไร้เทียมทาน และกลายเป็นหนึ่งในศัตรูที่กดดันที่สุดของเกมทันที
คนที่มั่นใจจนลืมความเป็นมนุษย์
สิ่งที่น่าสนใจคือ Heimdall มั่นใจในพลังตัวเองมากจนแทบมองทุกคนต่ำกว่าเสมอ เขาเชื่อว่าตัวเองไม่มีวันแพ้ และนั่นค่อยๆทำให้เขากลายเป็นคนที่หลงตัวเองจนมองไม่เห็นความอันตรายรอบตัว
ตัวละครที่ผู้เล่น “อยากเอาชนะ” มากที่สุด
Heimdall จึงเป็นตัวละครที่เขียนออกมาได้ดีมากในฐานะคนที่ผู้เล่นเกลียด เพราะทุกคำพูด ทุกท่าทาง และทุกฉากของเขา ถูกออกแบบมาให้กวนประสาทแบบตั้งใจ
และเมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับเขาจริงๆ มันจึงกลายเป็นหนึ่งในช่วงที่สะใจที่สุดของ God of War Ragnarök เลยทีเดียว
