ถ้าพูดถึงการรีบูตเกมระดับตำนานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดชุดหนึ่งของวงการเกม ชื่อของ Shadow of the Tomb Raider ก็ได้กลายเป็นบทสรุปสำคัญของการเดินทางทั้งหมด นี่คือภาคที่ไม่ได้เล่าแค่เรื่องการผจญภัยล่าสมบัติอีกต่อไป
แต่มันคือเรื่องราวของความหมกมุ่น ความผิดพลาด การสูญเสีย และด้านมืดในตัวของ Lara Croft เอง หลายคนมองว่านี่คือภาคที่ดาร์กที่สุดในไตรภาค reboot ทั้งบรรยากาศ การตัดสินใจของตัวละคร รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับอำนาจและโชคชะตา และสิ่งที่ทำให้เกมนี้ทรงพลังมากคือตัวละคร เพราะทุกคนในเกมต่างมีเหตุผล มีบาดแผล และกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างในใจตัวเอง
Shadow of the Tomb Raider — บทสรุปด้านมืดการเติบโตเป็น Lara Croft
Shadow of the Tomb Raider คือเกมแนว Action Adventure / Survival Adventure / Exploration / Story-Driven พัฒนาโดย Eidos-Montréal ร่วมกับ Crystal Dynamics และวางจำหน่ายในปี 2018
เกมนี้เป็นภาคจบของไตรภาค reboot ต่อจาก Tomb Raider (2013) และ Rise of the Tomb Raider (2015) ซึ่งเล่าเส้นทางการเติบโตของ Lara Croft ตั้งแต่เด็กสาวที่ถูกบังคับให้เอาชีวิตรอด ไปจนถึงนักสำรวจที่พร้อมเผชิญความลับอันตรายของโลก แต่ภาคนี้ไม่ได้ถามแค่ว่า Lara แข็งแกร่งพอไหม มันถามว่า… “สิ่งที่เธอกำลังทำ มันถูกต้องจริงหรือเปล่า?”
ภาคที่ดาร์กกว่าทุกภาค
ต่างจากสองภาคก่อนที่เน้นการเอาชีวิตรอดและการพิสูจน์ความจริง Shadow of the Tomb Raider ดึง Lara ไปเจอกับผลลัพธ์ของการกระทำตัวเองแบบตรงๆ
เธอไม่ได้เป็นแค่นักผจญภัยที่เข้าไปไขปริศนาอีกต่อไป แต่เป็นคนที่การตัดสินใจของเธอสามารถเปลี่ยนชะตาของผู้คนจำนวนมากได้ ภาคนี้จึงหนักกว่าเดิมมาก เพราะเกมเริ่มตั้งคำถามกับ Lara ว่าเธอกำลังช่วยโลกหรือกำลังทำลายมันกันแน่?
Lara Croft ที่ใกล้เคียงตำนานมากที่สุด
นี่คือสิ่งที่ไตรภาค reboot พยายามสร้างมาตลอด จาก Lara ในปี 2013 ที่ยังกลัว เจ็บ และแทบไม่รู้ว่าตัวเองจะรอดไหม มาถึงภาคนี้ เธอกลายเป็นคนที่เก่งขึ้น เด็ดขาดขึ้น และพร้อมเดินเข้าไปในอันตรายโดยไม่ลังเล
เธอปีนเก่งขึ้น สู้เก่งขึ้น เอาตัวรอดเก่งขึ้น และอ่านสถานการณ์ได้เฉียบกว่าเดิม แต่ยิ่งเธอเข้าใกล้การเป็น Tomb Raider ตัวจริง มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งต้องแลกด้วยบาดแผลในใจมากขึ้นเท่านั้น
การเผชิญหน้ากับด้านมืดของตัวเอง
จุดที่ทำให้ภาคนี้แตกต่างมาก คือศัตรูสำคัญของ Lara ไม่ได้มีแค่ Trinity หรือ Amaru แต่คือตัวเธอเอง
Lara ต้องเผชิญกับความหมกมุ่น ความดื้อรั้น และความเชื่อว่าตัวเองต้องเป็นคนหยุดทุกอย่างให้ได้ บางครั้งความตั้งใจดีของเธอกลับนำไปสู่หายนะที่ใหญ่กว่าเดิม นี่ทำให้ตัวละครของ Lara มีมิติมาก เพราะเธอไม่ได้ถูกเขียนให้เป็นฮีโร่ไร้ข้อผิดพลาด
ศัตรูที่ไม่ได้คิดว่าตัวเองผิด
อีกจุดที่ทำให้เนื้อเรื่องน่าสนใจ คือเกมไม่ได้ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนเลวแบบง่ายๆ ทั้ง Trinity และ Amaru ต่างก็มีความเชื่อของตัวเอง พวกเขาไม่ได้มองว่าตัวเองกำลังทำลายโลก แต่เชื่อว่ากำลังปกป้องบางสิ่ง หรือสร้างอนาคตที่ดีกว่าในแบบของตัวเอง
และนี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะคนที่เชื่อว่าตัวเองถูกต้องเสมอ มักพร้อมทำเรื่องโหดร้ายได้โดยไม่ลังเล
บทสรุปที่เต็มไปด้วยบาดแผล
ในภาค Shadow จึงไม่ใช่แค่เกมปิดไตรภาคแบบเท่ๆ แต่มันคือบทสรุปของการเติบโตที่เจ็บปวดของ Lara เธอผ่านความกลัว ความสูญเสีย ความหมกมุ่นและการตั้งคำถามกับตัวเอง
จนสุดท้ายกลายเป็น Lara Croft ที่แฟนๆรู้จัก ไม่ใช่เพราะเธอไม่เคยพลาด แต่เพราะเธอเรียนรู้จากความผิดพลาด และยอมรับเงาของตัวเองได้ในที่สุด

Lara Croft — นักล่าในเวอร์ชันที่แข็งแกร่งที่สุด… และมืดมนที่สุด
ในภาค Shadow เราจะได้เห็น Lara Croft ในเวอร์ชันที่แตกต่างจากสองภาคก่อนอย่างชัดเจน เธอเก่งขึ้น มั่นใจขึ้น เอาตัวรอดเก่งขึ้น และรับมือกับอันตรายได้เหมือนมืออาชีพเต็มตัว แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นก็เริ่มเห็นอีกด้านที่น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ
Lara ในภาคนี้ดูโหดกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่กับศัตรู… แต่รวมถึงกับตัวเองด้วย
คนที่เริ่มหมกมุ่นกับการล้ม Trinity
หลังจากเผชิญหน้ากับองค์กร Trinity มาหลายปี Lara เริ่มหมกมุ่นกับการหยุดพวกมันแบบสุดขั้ว เธอเชื่อว่าถ้ากำจัดองค์กรนี้ไปได้ โลกจะปลอดภัยขึ้น
แต่ปัญหาคือ… ยิ่งเธอไล่ล่าศัตรูมากขึ้นเท่าไร เธอก็ยิ่งเริ่มมองข้ามผลกระทบของการกระทำตัวเองมากขึ้นเท่านั้น นี่คือจุดที่เกมเริ่มตั้งคำถามกับผู้เล่นตรงๆว่า Lara ยังเป็นฮีโร่อยู่ไหม?
จุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด
ช่วงต้นเกมคือหนึ่งในฉากที่สำคัญที่สุดของไตรภาครีบูท Lara ขโมยกริชโบราณจากวิหารมายาเพื่อไม่ให้ Trinity ได้มันไป
แต่การตัดสินใจครั้งนั้น กลับปลดปล่อยหายนะตามคำทำนายออกมา ทั้งสึนามิ พายุ ภูเขาไฟระเบิด ผู้คนจำนวนมากต้องตายเพราะผลจากการกระทำของเธอ และนี่คือครั้งแรกที่ Lara ต้องเผชิญหน้ากับความจริงว่าบางที คนที่สร้างหายนะ… อาจเป็นตัวเธอเอง
Lara ที่เริ่มกลายเป็น “นักล่า”
อีกสิ่งที่หลายคนสังเกตคือ Lara ภาคนี้ savage และดิบเถื่อนกว่าที่เคย เธอสามารถซ่อนตัวในโคลน ใช้ป่าเป็นอาวุธ ลอบฆ่าศัตรูแบบเงียบๆ ใช้ธรรมชาติในการล่าเหยื่อ
หลายช่วงของเกม Lara ดูเหมือนนักล่าที่พร้อมเอาชีวิตรอดด้วยทุกวิธี มากกว่านักสำรวจแบบเดิม
เมื่อการล้างแค้นเริ่มเปลี่ยนตัวตน
นี่คือธีมสำคัญที่สุดของภาค Shadow ยิ่ง Lara ไล่ล่า Trinity มากเท่าไร เธอก็ยิ่งใช้ความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ตัวเกมพยายามตั้งคำถามตลอดว่า…
“การแก้แค้น สามารถเปลี่ยนคนคนหนึ่งได้ไกลแค่ไหน?”
และที่น่าสนใจคือ Lara เองก็เริ่มกลัวคำตอบนั้นเหมือนกัน
Tomb Raider ที่ต้องเผชิญหน้ากับตัวเอง
ต่างจากภาคก่อนที่เน้นเอาชนะศัตรูภายนอก ภาคนี้ Lara ต้องเผชิญหน้ากับด้านมืดในใจตัวเองโดยตรง
เธอเริ่มถามตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำคุ้มค่าจริงไหม คนที่ต้องตายเพราะเธอล่ะ? แล้วสุดท้าย… เธอกำลังพยายามช่วยโลกอยู่ หรือกำลังทำลายมันกันแน่

Jonah Maiava — คนคนเดียวที่ยังพยายามดึง Lara กลับมา
หนึ่งในตัวละครที่ยังสำคัญที่สุดของทั้ง reboot trilogy ก็คือ Jonah Maiava ถ้า Lara คือคนที่กำลังค่อยๆจมลึกลงไปในความหมกมุ่น Jonah ก็คือคนที่ยังพยายามดึงเธอกลับขึ้นมา
ภาคนี้บทบาทของเขาชัดมาก เพราะ Jonah ไม่ได้เป็นแค่เพื่อนร่วมทีมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเหมือนศีลธรรมอันดีของ Lara
เสียงเตือนสติท่ามกลางความมืด
หลังจากไล่ล่า Trinity มานานหลายปี Lara เริ่มมองทุกอย่างเป็นภารกิจ เธอพร้อมเสี่ยง พร้อมใช้ความรุนแรง และบางครั้งก็แทบลืมมองผลกระทบต่อผู้คนรอบตัว แต่ Jonah คือคนที่คอยเตือนเธอเสมอว่าชีวิตคนสำคัญกว่า
เขาไม่สนตำนาน ไม่สนพลังโบราณ และไม่สนชัยชนะเหนือ Trinity เท่ากับความปลอดภัยของผู้คน นี่ทำให้ Jonah กลายเป็นคนเดียวที่ยังมอง Lara เป็นมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักรล้างแค้น
ความสัมพันธ์ที่ผ่านทั้งความกลัวและความสูญเสีย
สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่สะเทือนใจมาก คือพวกเขาผ่านฝันร้ายมาด้วยกันตั้งแต่ Yamatai
Jonah รู้ว่า Lara แบกรับอะไรไว้ รู้ว่าเธอกำลังเจ็บปวดแค่ไหน และรู้ว่าเธอกลัวอะไรอยู่ลึกๆ
ส่วน Lara เองก็ไว้ใจ Jonah มากกว่าทุกคน เพราะเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่อยู่ข้างเธอโดยไม่หวังอะไรตอบแทน
คนที่ช่วยให้ Lara ยังไม่สูญเสียตัวเอง
หลายช่วงในเกม ผู้เล่นจะเห็นว่าเวลาที่ Lara เริ่มสูญเสียการควบคุมตัวเอง หรือจมอยู่กับความโกรธ Jonah มักเป็นคนที่ช่วยดึงเธอกลับมาเสมอ
และนั่นแหละคือเหตุผลที่ Jonah ไม่ใช่แค่ตัวละครประกอบ แต่เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Lara ยังไม่กลายเป็นสิ่งที่เธอเกลียดที่สุดนั่นเอง

Amaru — หนึ่งในตัวร้ายที่ดีที่สุดของภาคจบไตรภาค
ใน Shadow of the Tomb Raider ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดคนหนึ่งก็คือ Amaru สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นมาก คือเขาไม่ได้เป็นวายร้ายแบบ cliché ที่อยากครองโลก หรือทำลายทุกอย่างเพื่อความสนุก
ตรงกันข้าม Amaru คือคนที่เชื่อจริงๆว่าตัวเองกำลังช่วยผู้คน และนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้เขาน่ากลัวมาก
ผู้นำของ Paititi ที่มองโลกต่างออกไป
Amaru คือผู้นำแห่ง Paititi เมืองลับโบราณที่ซ่อนตัวจากโลกภายนอกมานาน เขาเห็นว่าโลกยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยสงคราม ความโลภ การทำลายธรรมชาติ และอำนาจที่คอยกดขี่ผู้คน
ยิ่งเขาเห็นโลกภายนอกมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเชื่อว่า มนุษยชาติกำลังเดินไปสู่หายนะ นั่นทำให้ Amaru เริ่มเชื่อว่าโลกใบนี้ต้องถูกเปลี่ยนใหม่ แม้วิธีของเขาจะรุนแรงและอันตรายก็ตาม
ตัวละครที่ทำให้ผู้เล่น “ลังเล”
สิ่งที่เขียนได้ดีมากคือ ผู้เล่นหลายคนอาจไม่ได้เห็นด้วยกับ Amaru… แต่ก็ยากจะบอกว่าเขาผิดทั้งหมด
เพราะหลายสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับโลก มันคือความจริงที่ปฏิเสธได้ยาก และนี่คือจุดที่ทำให้ตัวละครของเขามีมิติสุดๆ
ภาพสะท้อนของ Lara Croft
สิ่งที่ลึกที่สุดของตัวละครนี้ คือ Amaru เปรียบเหมือนเงาของ Lara ทั้งคู่ต่างเชื่อว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งคู่พร้อมเสียสละทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย และทั้งคู่ต่างถูกความหมกมุ่นค่อยๆกลืนกิน
ความต่างเดียวคือ… Lara ยังพยายามหยุดตัวเองทัน
ศัตรูที่น่ากลัวเพราะ “เข้าใจได้”
Amaru จึงไม่ใช่ตัวร้ายที่น่าจดจำเพราะความโหด แต่เพราะเขาเป็นคนที่ผู้เล่นสามารถเข้าใจเหตุผลได้จริงๆ
และบางครั้ง ตัวร้ายที่อันตรายที่สุด ก็คือคนที่เริ่มต้นจากความตั้งใจดีนี่แหละ

Dominguez — ชายผู้มีสองตัวตน คนที่อยู่ระหว่างผู้ปกป้องกับผู้ทำลาย
หนึ่งในตัวละครที่ซับซ้อนและน่าสนใจที่สุดคือ Dominguez หรือชื่อจริงของเขาอย่าง Amaru ในโลกภายนอก เขาคือผู้นำระดับสูงขององค์กร Trinity ชายที่ดูสุขุม ฉลาด และควบคุมทุกอย่างได้อย่างเยือกเย็น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาคือผู้นำของเมืองลับ Paititi คนที่ประชาชนมองเหมือนผู้ปกป้องและความหวังของบ้านเกิด นี่ทำให้ Dominguez เป็นตัวละครที่เหมือนมีสองตัวตนอยู่ในคนเดียว
ผู้นำที่มีอุดมการณ์จริงๆ
สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากวายร้ายทั่วไป คือ Dominguez ไม่ได้ทำทุกอย่างเพราะอำนาจหรือความโลภส่วนตัว
เขาเชื่อจริงๆว่าโลกภายนอกกำลังพังทลายจากสงคราม ความเห็นแก่ตัว และการทำลายธรรมชาติ เขาจึงมองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือทางเดียวที่จะช่วยมนุษยชาติได้
คนที่พร้อมเสียสละ “ทุกอย่าง”
ปัญหาคือยิ่งเขาเชื่อในเป้าหมายมากเท่าไร เขาก็ยิ่งพร้อมเสียสละทุกอย่างมากขึ้นเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ศีลธรรม หรือแม้แต่ตัวเอง นี่คือสิ่งที่ทำให้ Dominguez น่ากลัว เพราะเขาไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนเลวเลยแม้แต่น้อย
ตัวละครที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
Dominguez จึงเป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง เขาเป็นทั้งคนที่อยากปกป้องโลก และในขณะเดียวกันก็อาจกลายเป็นคนที่ทำลายโลกได้มากที่สุดเช่นกัน
และนั่นแหละ คือเสน่ห์ที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่ดีที่สุดของ reboot trilogy

Unuratu — ราชินีผู้พยายามปกป้องผู้คน ผู้นำที่แบกรับทั้งเมืองไว้บนบ่า
หนึ่งในตัวละครที่ให้ความรู้สึกสง่างามและทรงพลังที่สุดคือ Unuratu ราชินีแห่งเมืองลับ Paititi ตั้งแต่ครั้งแรกที่ปรากฏตัว เธอให้ความรู้สึกเหมือนผู้นำที่ผ่านเรื่องหนักมามาก แต่ยังคงยืนหยัดเพื่อผู้คนของตัวเองอยู่เสมอ
Paititi ไม่ได้เป็นแค่เมืองโบราณลึกลับ แต่มันคือบ้านของผู้คนจำนวนมาก และ Unuratu คือคนที่พยายามปกป้องบ้านแห่งนี้จากทั้งอันตรายภายนอกและความแตกแยกภายในเมืองเอง
ผู้หญิงที่เข้มแข็งแม้โลกกำลังพัง
สิ่งที่ทำให้ Unuratu น่าจดจำมาก คือเธอไม่ได้แข็งแกร่งเพราะพลังหรืออาวุธ แต่แข็งแกร่งเพราะหัวใจของเธอ แม้สถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน เธอก็ยังคิดถึงผู้คนก่อนตัวเองเสมอ
เธอพร้อมรับแรงกดดัน พร้อมเผชิญความสูญเสีย และพร้อมเสียสละเพื่อให้คนอื่นมีชีวิตรอด
ผู้นำที่ต่างจากคนทั่วไป
ในโลกของ Tomb Raider ที่หลายคนถูกขับเคลื่อนด้วยอำนาจ ความโลภ หรือความหมกมุ่น Unuratu กลับเป็นคนที่ยังยึดมั่นในหน้าที่ของการปกป้อง
เธอไม่ได้อยากควบคุมโลก ไม่ได้อยากได้พลังโบราณ เธอแค่อยากให้ผู้คนของตัวเองปลอดภัย
ตัวละครที่เต็มไปด้วยศักดิ์ศรี
Unuratu จึงเป็นตัวละครที่ให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และทรงพลังในเวลาเดียวกัน
และแม้โลกของเธอกำลังค่อย ๆ พังทลาย เธอก็ยังเลือกยืนหยัดในฐานะผู้นำจนถึงวินาทีสุดท้าย นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าจดจำที่สุดของภาคนี้

Etzli — ชายหนุ่มที่ต้องแบกรับอนาคตของเมือง
หนึ่งในตัวละครในภาคนี้ ที่สะท้อนเรื่องการเติบโตภายใต้แรงกดดันได้ดีที่สุดคือ Etzli เขาคือลูกชายของ Unuratu ราชินีแห่ง Paititi และเป็นคนที่วันหนึ่งต้องรับภาระในการดูแลเมืองทั้งเมืองต่อจากแม่ของตัวเอง
แต่ปัญหาคือ Etzli ไม่ได้เริ่มต้นในฐานะคนที่พร้อมจะเป็นผู้นำเลย เขายังเด็ก ยังลังเล และยังไม่แน่ใจว่าตัวเองแข็งแกร่งพอสำหรับหน้าที่นี้หรือไม่
คนธรรมดาที่ต้องแบกความคาดหวังมหาศาล
สิ่งที่ทำให้ Etzli ดูจริงมาก คือเขาไม่ได้เป็นตัวละครสายเก่งสมบูรณ์แบบ เขากลัว ผิดพลาด และรู้สึกกดดันกับความคาดหวังที่ผู้คนมีต่อเขาอยู่ตลอดเวลา
โดยเฉพาะเมื่อโลกของ Paititi เริ่มเผชิญอันตรายจาก Trinity และความขัดแย้งต่างๆ เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
การเติบโตที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
Etzli ค่อยๆเรียนรู้ว่าการเป็นผู้นำไม่ได้หมายถึงการเก่งที่สุดหรือแข็งแกร่งที่สุดเสมอไป
แต่มันคือการกล้ารับผิดชอบต่อผู้คน แม้ตัวเองจะยังกลัวอยู่ก็ตาม
ตัวละครที่สะท้อนอนาคต
Etzli จึงเป็นเหมือนตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องรับช่วงต่อโลกอันเต็มไปด้วยปัญหาจากคนรุ่นก่อน
และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ตัวละครของเขาดูเป็นมนุษย์ และน่าจดจำมากใน Shadow of the Tomb Raider

Paititi — เมืองโบราณที่ไม่ได้เป็นแค่ฉากหลัง เมืองลับที่เต็มไปด้วยชีวิต
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ภาค Shadow of the Tomb Raider โดดเด่นมาก คือการสร้างเมืองลับอย่าง Paititi ปกติในเกมผจญภัย หลายเมืองโบราณมักเป็นแค่ซากร้างหรือสถานที่เอาไว้แก้ปริศนา แต่ Paititi แตกต่างออกไป เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนสังคมจริง ที่ยังมีชีวิตอยู่
ทันทีที่ผู้เล่นเดินเข้าเมือง จะรู้สึกได้เลยว่าที่นี่มีผู้คนใช้ชีวิตจริงๆ
เมืองที่เต็มไปด้วยรายละเอียด
ภายใน Paititi มีทั้งตลาด บ้านเรือน วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา และการเมืองภายในเมือง
ผู้คนมีหน้าที่ มีวิถีชีวิต และมีปัญหาของตัวเอง ทำให้เมืองนี้ดูสมจริงมากกว่าการเป็นแค่ฉากสวยๆ
โลกที่ทำให้ผู้เล่น “เชื่อ” ว่ามีอยู่จริง
สิ่งที่เกมทำได้ดีมาก คือบรรยากาศของ Paititi ดูเหมือนอารยธรรมโบราณที่ซ่อนตัวอยู่จากโลกภายนอกมานานจริงๆ
ทั้งสถาปัตยกรรม ภาษา เสื้อผ้า และวิถีชีวิต ล้วนช่วยให้เมืองนี้มีเอกลักษณ์จนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่น่าจดจำที่สุดของทั้ง reboot trilogy เลยทีเดียว

Trinity — องค์กรที่พร้อมควบคุมทุกอย่าง ศัตรูตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังทั้ง trilogy
องค์กร Trinity มีบทบาทสำคัญที่สุดใน reboot trilogy เพราะนี่คือช่วงที่ผู้เล่นได้เห็นชัดเจนว่า พวกเขาไม่ได้เป็นแค่กลุ่มลับธรรมดา แต่คือองค์กรที่มีอิทธิพลระดับเปลี่ยนโลก
Trinity อยู่เบื้องหลังสงคราม การค้นหาพลังโบราณ และเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างมาตลอดทั้งสามภาค
คนที่เชื่อว่า “โลกต้องถูกควบคุม”
สิ่งที่น่ากลัวของ Trinity คือพวกเขาเชื่อจริงๆว่ามนุษย์ไม่สามารถปล่อยให้โลกเดินไปอย่างอิสระได้
ในสายตาของพวกเขา ความวุ่นวาย สงคราม และความโลภของมนุษย์ คือหลักฐานว่าโลกต้องถูกควบคุมโดยคนที่เหมาะสมกว่า และ Trinity ก็เชื่อว่าตัวเองคือคนกลุ่มนั้น
องค์กรที่พร้อมใช้ทุกวิธี
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Trinity พร้อมใช้ทุกอย่าง ทั้งอำนาจ ความรุนแรง เทคโนโลยี และแม้แต่พลังเหนือธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้มองสิ่งเหล่านี้เป็นอันตราย แต่เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างโลกใหม่ในแบบที่ตัวเองต้องการ
และนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้ Trinity กลายเป็นหนึ่งในองค์กรที่น่ากลัวที่สุดของ Tomb Raider reboot trilogy
